​สนค.ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ แนะไทยลุยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขายตลาดสุขภาพ

img

สนค.ติดตามเทรนด์สุขภาพตลาดโลก พบการดูแลสุขภาพและการชะลอวัย กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก คนยอมจ่าย หากสินค้าพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ชี้สินค้าเกษตรไทย มีโอกาสไม่ใช่แค่ขายเป็นอาหาร แต่สามารถผลักดันเป็นเศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยการเพิ่มมูลค่า ทำสารสกัดที่มีมูลค่าสูงขาย และยังเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ด้วย
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) เพื่อตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล
         
“ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้”
         
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods : FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง



โดยการสร้างโอกาสจากการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะต้องยกระดับผ่าน 4 กลยุทธ์ คือ 1.ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% ระหว่างปี 2564–2568 ดังนั้น ไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions  ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง 
         
2.แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล โดยการพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
         
3.บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
         
4.เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% ระหว่างปี 2568–2573 ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย
         


ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก เพิ่มขึ้น 5.2% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
         
“การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน แต่การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้างเศรษฐกิจสายสุขภาพ การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป”นายนันทพงษ์กล่าว

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง