กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย 15 จุด ในพื้นที่อำเภอหัวหิน พบหลายรายใช้คนไทยเป็นกรรมการและถือหุ้น แต่ต่อมาเปลี่ยนโครงสร้าง เอาต่างชาติมาเป็นกรรมการและถือหุ้น แต่คงสัดส่วนหุ้นไม่ถึง 50% เพื่อให้ยังเป็นบริษัทไทย พบพิรุธผู้ถือหุ้น กรรมการไทยและต่างชาติ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตำรวจออกหมายจับต่างชาติ 45 ราย เรียกคนไทย 39 ราย รวม 33 คดี จับแล้ว 13 ราย มูลค่าเสียหาย 300 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ร่วมบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจค้น จับกุม ผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีที่ใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย
โดยผลการลงพื้นที่ พบบริษัทเป้าหมายหลายราย ได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นกรรมการและร่วมถือหุ้น 100% จากนั้นในช่วงเวลาต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายใน 6 เดือน โดยเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับกรรมการคนไทย ทำให้สัดส่วนคนต่างชาติที่ถือหุ้นยังคงไม่ถึง 50% และสัดส่วนการถือหุ้นคนไทย (ที่เข้าข่ายนอมินี) อยู่ที่ 51% ทำให้นิติบุคคลยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย และยังพบว่า ทั้งผู้ถือหุ้นคนไทยและต่างชาติไม่รู้จักและมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ซึ่งผิดวิสัยในการทำธุรกิจอย่างมาก

สำหรับการปฏิบัติการดังกล่าว เนื่องจากพบพฤติการณ์สะท้อนให้เห็นถึงการหลบเลี่ยงกฎหมาย ใช้การจดทะเบียนโดยใช้นอมินีคนไทยช่วยเหลือสนับสนุนให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งได้ตรวจค้นตามหมายค้น 15 จุด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหมายจับต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย จับกุมตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย รวมทั้งสิ้น 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 กรมได้มีคำสั่งยกระดับมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่จะอาศัยนอมินีได้ยากขึ้น ทำให้การจดทะเบียนที่ใช้คนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติโดยคนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% มีปริมาณลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบเพียงจำนวน 5 รายเท่านั้น และแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูง กรมจะดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังป้องกันการจดทะเบียนและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยต่อไป
โดยความผิดในฐานใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

