สนค.วิเคราะห์สินค้าอาหารจากนมของไทย พบการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม แต่มีปัญหาด้านต้นทุนการเลี้ยงสูง ขาดแรงงาน การบริหารจัดการฟาร์ม การพึ่งพาโครงการนมโรงเรียน และมีการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์นมนำเข้า แนะส่งเสริมบริโภคนมในประเทศ สร้างความเข้าใจ FTA เป็นประโยชน์ได้วัตถุดิบราคาถูก เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และดันส่งออกอาเซียน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามสินค้าอาหารจากนมของไทย พบว่า มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการส่งออกกว่า 21,000 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม เป็นต้น แต่ก็พบปัญหาด้านอุปทาน คือ ต้นทุนการเลี้ยงสูง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและรายเล็ก ซึ่งมีสัดส่วนมาก ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมมีความเสี่ยงมากขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และจากการที่เกษตรกรโคนมส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและรายเล็ก ทำให้การบริหารจัดการฟาร์มและการรีดนมไม่สามารถลงทุนเพื่อใช้ระบบอัตโนมัติ และยังมีปัญหาด้านอุปสงค์ คือ ตลาดนมในประเทศยังต้องพึ่งพาโครงการนมโรงเรียน ขณะที่จำนวนเด็กนักเรียนลดลง เผชิญการแข่งขันกับสินค้าและผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป
ส่วนการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 134.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,161.7 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว 35.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 26.1 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ไอศกรีม 31 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 23.1 นมและครีมไม่เข้มข้น/ไม่เติมความหวาน 25.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 18.8 เครื่องดื่มที่มีนมยูเอชทีเป็นหลัก 21.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 16.0 นมและครีมเข้มข้นหรือเติมน้ำตาล 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 12.2 และอื่น ๆ เช่น เนย เนยแข็ง และหางนม 5.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 3.8 โดยอาเซียนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารจากนมที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนรวมกัน 81.3% รองลงมา คือ ตลาดเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีสัดส่วนรวมกันราว 13.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทย

ทั้งนี้ สนค. มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการบริโภคและขยายตลาด โดยต้องส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทุกวัย สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้านมภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์นม ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายของสินค้านมและผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น นมฟังก์ชัน และนมคาร์บอนต่ำ และผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารจากนมสู่ตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษาสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูปโคนมไทย เปลี่ยนจากระบบสงเคราะห์ เป็นระบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล โดยมีข้อเสนอ อาทิ สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยจัดตั้งโรงงานนมผงส่วนกลาง 3 จังหวัด (สระบุรี ราชบุรี และนครราชสีมา) รองรับนมส่วนเกินและพ่วงเงื่อนไขให้การนำเข้านมผงจากต่างประเทศต้องซื้อนมผงที่ผลิตจากโรงงานไทย (Local Content Linkage) เร่งพัฒนาประสิทธิภาพเกษตรกร และปฏิรูปนมโรงเรียนเปลี่ยนจากโควตาที่ใช้สายสัมพันธ์เป็นระบบประมูลเชิงคุณภาพ วัดกันที่คุณภาพเนื้อนม รวมทั้งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อแก้ไขปัญหานมผีหรือนมนอกระบบที่กดราคารับซื้อนมดิบจากเกษตรกร
ปัจจุบัน โคนมและผลิตภัณฑ์ เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ ในปี 2568 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 15,638 ราย (ปี 2564 มีจำนวน 24,145 ราย) และมีจำนวนประชากรโคนมทั่วประเทศ 560,551 ตัว (ปี 2564 มีจำนวน 810,518 ตัว) ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและประชากรโคนมมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากโครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ขณะที่รายงานจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดอาหารจากนมทั่วโลก (Global Dairy Food Market) จะมีมูลค่า 1.06 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2569 และจะสูงเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2577 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.18% ต่อปี ในช่วงคาดการณ์ (ปี 2569-2577) ความต้องการบริโภคอาหารจากนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด โดยในปี 2568 มีส่วนแบ่งตลาด 41.09% เนื่องจากมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมถึงการรับเอารูปแบบการบริโภคอาหารแบบตะวันตกเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน และอินเดีย

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

