กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 4 เดือน ปี 69 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทยจำนวน 438 ราย เพิ่ม 21% มีมูลค่าการลงทุน 129,332 ล้านบาท เพิ่ม 124% และจ้างงานคนไทย 3,455 คน เพิ่ม 49% จีนนำเงินลงทุนอันดับหนึ่ง ตามด้วยญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 134 ราย เพิ่ม 24% คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย มูลค่าการลงทุน 49,957 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 4 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 340 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% และมีการจ้างงานคนไทย 3,455 คน เพิ่มขึ้น 49%
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐฯ 77 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,951 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูปเม็ดพลาสติก เป็นต้น
2.จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 25,092 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น

3.ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 24,724 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น ธุรกิจบริการบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น
4.สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 23,575 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องจักร เครื่องกล และวัสดุเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมชิ้นงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
5.ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 8,066 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น โลหะหล่อขึ้นรูป สวิตซ์สำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 203 ราย คิดเป็น 46% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 438 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 24% มูลค่าการลงทุน 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท สิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 50 ราย ลงทุน 13,880 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง (Audio Visual Product) เป็นต้น
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน เม.ย.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 323 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตแผงวงจรพิมพ์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความรู้การประเมินวิเคราะห์ค่าไฟฟ้าและผลตอบแทน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบอัดอากาศ เป็นต้น
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

