สนค.ติดตามการนำเข้าสินค้าของทานเล่น ของว่าง ขนมขบเคี้ยวโลก พบ 5 ปีหลังขยายตัวต่อเนื่อง 5 ตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ตามด้วยสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และแคนาดา เผยคนให้ความสำคัญกับการบริโภค ไม่ใช่แค่ตามอารมณ์ แต่บริโภคอย่างมีเป้าหมาย ทั้งเสริมคุณค่าโภชนาการ ดูแลสุขภาพ แนะไทยใช้โอกาสจากความพร้อมวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และความหลากหลายของสินค้า ผลิตสินค้าป้อนความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) มั่นใจรุ่งแน่
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการติดตามการนำเข้าสินค้ากลุ่มของทานเล่นของทั่วโลก ในช่วงปี 2564–2568 พบว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี 8.05% เฉพาะปี 2568 ทั่วโลกนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.61% มูลค่ารวมกว่า 64,721.74 ล้านเหรียญสหรัฐ แหล่งนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่า 12,068.26 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.65% ลดลง 2.17% รองลงมา คือ สหราชอาณาจักร มูลค่า 5,538.73 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 8.56% เพิ่มขึ้น 8.35% เยอรมนี มูลค่า 4,968.44 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.68% เพิ่มขึ้น 6.90% ฝรั่งเศส มูลค่า 3,991.49 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.17% เพิ่มขึ้น 3.19% และแคนาดา มูลค่า 3,002.21 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.64% เพิ่มขึ้น 1.24%
สำหรับสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตของตลาดสินค้ากลุ่มนี้ แต่ทิศทางและโอกาสของตลาดสินค้าอาหารที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จากการบริโภคของว่างตามอารมณ์ สู่การเลือกบริโภคอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการหรือดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยผลสำรวจ Voice of the Consumer: Lifestyles Survey ของ Euromonitor ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2569 พบว่า ผู้บริโภค 21% ทั่วโลกเลือกบริโภคของว่างที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารในแต่ละวัน ขณะเดียวกันสินค้าที่มีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ เช่น ของว่างปลอดกลูเตน โปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และน้ำตาลต่ำ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลของ Grand View Research ที่ว่า ตลาดของว่างเพื่อสุขภาพโลกมีมูลค่ากว่า 95,610 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 144,640 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 6.2% (ระหว่างปี 2024–2030)

โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ มาจากความกังวลด้านสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ผู้บริโภคต้องการอาหารพกพาสะดวก และดีต่อสุขภาพ เพื่อใช้ทดแทนมื้ออาหารบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดยุโรป การนำเข้าสินค้า Snacks ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดนี้ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในยุโรปที่นิยมรับประทาน Snacks มากขึ้น
นอกจากนี้ รายงานการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารในยุโรปปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการรับประทานอาหารกำลังเปลี่ยนไปจาก 3 มื้อหลัก เป็นแบบยืดหยุ่นและทานจุบจิบมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน ซึ่งสินค้า Snacks คิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าอาหารในร้านค้าปลีกของยุโรป และ 13% ของคนยุโรปชอบทาน Snacks แทนมื้อหลัก และ 28% รับประทานควบคู่กับมื้อหลัก เรียกได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ “Snackification” กล่าวคือ อาหารว่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการกินในชีวิตประจำวัน
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การส่งออกสินค้า Snacks ของไทยเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2568) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.55% และในปี 2568 เพิ่มขึ้น 4.83% ด้วยมูลค่า 965.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (30,444.66 ล้านบาท) ตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ มูลค่า 175.98 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.23% ออสเตรเลีย มูลค่า 119.74 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.40% สปป.ลาว มูลค่า 72.75 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.54% เมียนมา มูลค่า 67.69 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.01% และจีน มูลค่า 61.51 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.37%
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่ออุตสาหกรรม Snacks ของไทย เพราะแม้ไทยจะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต และความหลากหลายของสินค้า แต่การแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องยกระดับด้านคุณภาพ ผสานกับคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่น และสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดย สนค. มีข้อเสนอแนวทางการพัฒนาสินค้า ดังนี้ ต้องพัฒนาสินค้าของทานเล่นที่สามารถรับประทานแทนมื้ออาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง พร้อมเพิ่มคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน เช่น สำหรับผู้ออกกำลังกาย หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รวมถึงฉลากของผลิตภัณฑ์ ควรปรับปรุงรูปแบบให้หลากหลาย ใช้ง่าย สะดวกพกพา แพกเล็ก เปิด-ปิดเก็บรักษาได้ ใช้วัสดุรักษ์โลก และใช้ช่องทางออนไลน์สร้างการรับรู้ของว่างสุขภาพ รวมทั้งต้องทำฐานข้อมูลข้อกำหนดด้านอาหารของคู่ค้า และทำระบบแจ้งเตือน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการ เช่น ภาษีน้ำตาล หรือข้อจำกัดส่วนผสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธการนำเข้า

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

