​“พาณิชย์”เพิ่มมาตรการช่วยเหลือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-มันสำปะหลัง” ดึงผู้ใช้ลงนาม MOU รับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร

img

“พาณิชย์”เพิ่มมาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 2560/61 เตรียมประสานผู้ซื้อลงนาม MOU รับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร เพื่อช่วยให้เกษตรกรขายได้ราคาดีและป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ เผยในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้โมเดล 3 ประสาน นำร่องที่โคราช ก่อนขยายไปจังหวัดอื่น ขณะที่มันสำปะหลัง ดึงโรงงานเอทานอลรับซื้อมันเส้นสะอาด พร้อมขอ 3 สมาคมคุมสมาชิกอย่าตัดราคาส่งออก  
         
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 2560/61 ที่จะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนส.ค.นี้เป็นต้นไปว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมสินค้าทั้ง 2 รายการ เพื่อทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพราคา ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ โดยมีแผนที่จะทำการเชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกรผ่านการหาตลาดรองรับผลผลิตให้เป็นการล่วงหน้า
         
ทั้งนี้ ในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต ใช้โมเดล 3 ประสาน ระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม (พ่อค้าคนกลาง) และโรงงานอาหารสัตว์ โดยในเร็วๆ นี้ จะจัดให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมล็ดแห้ง เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% กิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท ระหว่าง หจก.ตรงพานิช กับสหกรณ์การเกษตรนิคมลำตะคอง ปริมาณ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรปากช่อง 5,000 ตัน รวม 15,000 ตัน และจะใช้โมเดลนี้ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีโรงงานอาหารสัตว์ต่อไป
         
ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดี ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรตากให้แห้ง และทยอยนำออกมาขาย เพื่อให้ขายได้ที่ กก.ละไม่ต่ำกว่า 8 บาท และยังมีแผนผลักดันส่งออกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เช่น ฟิลิปปินส์ ที่เป็นลูกค้าเก่า และศรีลังกา ซึ่งเป็นตลาดใหม่
         
นางอภิรดีกล่าวว่า สำหรับมันสำปะหลัง มาตรการเพิ่มเติมที่จะนำมาใช้ จะทำการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอล เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้มันสดในประเทศ โดยในช่วงปลายเดือนส.ค.นี้ บริษัท ทรัพย์ทิพย์ เอทานอล จำกัด จะลงนามใน MOU เพื่อรับซื้อมันสดจากสหกรณ์การเกษตรด่านขุนทดปีละ 10,000 ตัน และสหกรณ์การเกษตรเทพารักษ์ ปีละ 10,000 ตัน รวมทั้งจะเชื่อมโยงตลาดกับกลุ่มปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม และส่งเสริมการปลูกมันออร์แกนิค รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปมันเป็นสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น อาหารเด็ก อาหารผู้สูงวัย เป็นต้น
         
นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน เพื่อไม่ให้ส่งออกมันเส้นในราคาต่ำเกินจริงหรือไม่ขายตัดราคากันเอง เพราะจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อน จากการถูกกดราคารับซื้อหัวมันสด และยังทำให้ราคาหัวมันตกต่ำ รวมถึงต้องมีมาตรการลงโทษสำหรับคนทำผิดด้วย
         
โดยมาตรการเดิมสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มี 6 มาตรการ เช่น ขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์เพื่อส่งออก รับซื้อข้าวโพดเมล็ดแห้ง ความชื้น 14.5% จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและเพาะปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ประสานสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ รับซื้อในราคาลดหลั่นลงมา , ขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลาง เพื่อกำกับดูแลและจัดระเบียนผู้ค้า , ปรับปรุงการบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนข้าวโพด เช่น ข้าวสาลี โดยอาจกำหนดภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันตามฤดูกาล เป็นต้น ส่วนมันสำปะหลังมี 14 โครงการ เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก การดูแลหนี้สินเดิมของเกษตรกร การดูแลผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก การขยายตลาด การกำกับดูแลการนำเข้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง