​สนค.แนะ 5 ข้อปฏิบัติ สำรองเท่าที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดเสี่ยงสินค้าขาดชั่วคราว

img

สนค.เปิดสาเหตุหลายประเทศสั่งประชาชนสำรองสิ่งของจำเป็น เหตุโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ภัยคุมคามไซเบอร์ เหตุขัดข้องระบบสาธารณูปโภค เผยเป็นแนวมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่สัญญาณเตือนเร่งกักตุนสินค้า ชี้ในส่วนของไทยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ระบบโลจิสติกส์ดี มีความเสี่ยงต่ำ แนะ 5 ข้อปฏิบัติ สำรองเท่าที่จำเป็น อย่าตื่นตระหนกซื้อ ลดทั้งภาระค่าใช้จ่าย ลดเสี่ยงสินค้าขาดชั่วคราว
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเหตุขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค ส่งผลให้หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น จนอาจทำให้บางส่วนเข้าใจว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตร้ายแรง แต่จริง ๆ แล้ว มาตรการดังกล่าว เป็นเพียงแนวทางมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะแรกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มิใช่สัญญาณเตือนให้เร่งกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
         
ทั้งนี้ ตัวอย่างของหลายประเทศที่ให้สำรองสิ่งของจำเป็น เช่น สหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2569 รณรงค์ระยะเวลา 3 ปี ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รองรับเหตุขัดข้องของระบบไฟฟ้า ประปา และการสื่อสาร เนเธอร์แลนด์เผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินฉบับภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568 มุ่งให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และไอร์แลนด์เปิดตัวแคมเปญ “Be Emergency Ready” เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 แนะให้สำรองสิ่งของจำเป็นตามความเหมาะสม ขณะที่ออสเตรียแนะนำให้ครัวเรือนสำรองสิ่งของจำเป็นสำหรับ 10-14 วัน เพื่อรับมือภาวะไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง สหภาพยุโรป (EU) ประกาศยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2568 เพื่อยกระดับการรับมือวิกฤตทุกมิติ ทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤตสาธารณสุข ภัยไซเบอร์ และความมั่นคง ส่วนญี่ปุ่นย้ำแนวทางสำรองอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 3 วัน ถึง 1 สัปดาห์ เพื่อรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ พร้อมตรวจสอบที่อยู่อาศัยและเส้นทางอพยพ โดยแนวทางดังกล่าวมีการเผยแพร่ต่างช่วงเวลากัน สะท้อนว่าการสำรองสิ่งของจำเป็นเป็นมาตรการเชิงป้องกันตามปกติสำหรับรับมือวิกฤตหลากหลายรูปแบบ
         


สำหรับไทย มีความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญ ทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสัตว์น้ำ ประกอบกับภาครัฐพัฒนาภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเสี่ยงต่ำต่อภาวะขาดแคลนอาหาร และไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ตลอดจนการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce และการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งช่วยยกระดับการบริหารคลังสินค้าและการกระจายสินค้า สะท้อนถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการผลิตและจัดส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการบริโภคในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
         
ส่วนกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2569 เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงดังกล่าวโดยตรง แต่การจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน (Emergency Bag) ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการลดความเสี่ยงระดับครัวเรือนเบื้องต้น ซึ่ง สนค.เห็นว่า การสำรองสินค้าอย่างพอดี คือ การซื้อสินค้าจำเป็นในปริมาณที่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการซื้ออย่างตื่นตระหนก (Panic Buying) ที่นำไปสู่การกักตุนเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความต้องการซื้อพุ่งขึ้นฉับพลันและกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกัน จนเกิดความไม่สมดุลกับปริมาณสินค้าคงคลัง รบกวนกลไกตลาด และเพิ่มแรงกดดันต่อระบบขนส่ง การเติมสินค้าหน้าร้าน และระดับราคา ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงเข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้น
         
ดังนั้น สนค. ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อ ที่ช่วยให้ทุกครัวเรือนเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ ได้แก่ 1.สำรวจสิ่งของจำเป็นในบ้าน เช่น น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของใช้ส่วนบุคคล ยาประจำตัว และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ให้ครอบคลุมสมาชิกทุกคนในครัวเรือน รวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และสัตว์เลี้ยง 2.ทยอยซื้อสินค้าสำรองอย่างมีแผน โดยเน้นเลือกซื้อสินค้าที่เก็บรักษาได้นานและทยอยสำรองตามกำลังซื้อ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อพร้อมกันในคราวเดียว หรือกักตุนเกินปริมาณการใช้งานจริง 3.บริหารและหมุนเวียนสินค้า ผ่านการตรวจสอบวันหมดอายุ นำสินค้าที่ซื้อไว้ก่อนมาบริโภคตามลำดับ และทยอยเติมสินค้าใหม่ทดแทน เพื่อป้องกันการสูญเปล่าและไม่ให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น 4.ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะประกาศแจ้งเตือนภัยและคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งต่อ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม และ 5.เตรียมพร้อมตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ เช่น จดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน เก็บเอกสารสำคัญในที่ปลอดภัยและกันน้ำ เตรียมเงินสดสำรองกรณีระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือการสื่อสารขัดข้อง ตลอดจนวางแผนเส้นทางอพยพและจุดพักพิงล่วงหน้า
         
“ขอเน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าไม่ใช่การกักตุนสินค้า แต่เป็นการวางแผนสำรองสิ่งของจำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความเสี่ยงจริง การเตรียมพร้อมอย่างมีสติไม่เพียงช่วยลดความกังวลและบรรเทาผลกระทบในยามฉุกเฉิน แต่ยังช่วยให้ประชาชนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่า ไม่เกิดภาระทางการเงินจากความตื่นตระหนก ตลอดจนช่วยรักษาสมดุลของกลไกตลาดและลดความเสี่ยงต่อภาวะสินค้าตึงตัวชั่วคราว ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีความสมดุล ทั้งในมิติของปริมาณที่เพียงพอ ไม่ขาดตลาด และระดับราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนแม้ในยามวิกฤตต่อไป”นายนันทพงษ์ กล่าว


 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง