“ศุภจี”มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ชูเป็นต้นแบบ SME ที่ใช้ประโยชน์จาก FTA ออกไปทำตลาดได้จริง เผยลุยตลาด 3 ประเทศ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ สร้างมูลค่าการค้า 571 ล้านบาท ชี้เป็นความสำเร็จจากจุดเล็ก ๆ ที่จะขยายใหญ่ขึ้นในอนาคต ยันเดินหน้าเป็นลมใต้ปีก ช่วย SME ขยายตลาดต่อไป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก” เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยในการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะแม้วันนี้จะมีผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากไม่เริ่มจากจุดนี้ จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร โดยทุก ๆ ความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน จึงขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง

นางศุภจีกล่าวว่า ขอฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่ 1.เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด 2.ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ และ 3.ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีกล่าวว่า ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่าหากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้ และกระทรวงพาณิชย์จะยังคงทำหน้าที่เป็นลมใต้ปีก สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทย เดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็นอินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท
สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรัม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟ LED
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

