สนค.เผยสหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 12 ส.ค.69 กำหนดควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต จนถึงการจัดการหลังใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสีย เป็นขยะ นำกลับมาใช้ใหม่ แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออก ปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า สร้างแต้มต่อในการแข่งขัน ป้องกันส่งออกกระทบ
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำในด้านนโยบายการค้าสิ่งแวดล้อม ภายใต้ข้อตกลงสีเขียวของยุโรป (European Green Deal) พบว่า ได้ยกระดับความเข้มงวดด้วยการประกาศใช้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40 (PPWR) ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของมาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ ที่นำประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวในการผลิตและส่งออกสินค้าให้มีความเหมาะสม เพื่อจำหน่ายในตลาดที่มีมูลค่าสูง โดยผู้ส่งออกต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้า เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบรูปแบบใหม่ เข้าใจแนวโน้มตลาด และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น
สำหรับ PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation คือ กฎระเบียบของ EU สำหรับควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบและการผลิตไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน เป้าหมายหลัก คือ ทำให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายใน EU สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดของเสีย เพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้วัสดุที่สามารถเข้าสู่วงจรการผลิตใหม่ได้จริง แทนที่จะกลายเป็นขยะ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมกลางแก่สินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาดของสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

PPWR จะมาแทนที่กฎหมายบรรจุภัณฑ์ฉบับเก่า และกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรปสำหรับควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยสุขภาพและลดการปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ อาทิ 1.การกำหนดปริมาณและความเข้มข้นของสารเคมีที่สุ่มเสี่ยง (Substances of Concern) 2.การจัดทำหลักเกณฑ์ตรวจสอบโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียม รวมถึง 3.การห้ามใช้สารเคลือบกันซึมประเภท PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภท
โดยมาตรฐานดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับบรรจุภัณฑ์สินค้าทุกรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไป อย่างกล่องกระดาษ ถุงพลาสติก พลาสติกห่อสินค้า รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์รูปแบบอื่นที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย PPWR เช่น 1.บรรจุภัณฑ์บริการและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (Service and Disposable Packaging) อาทิ แก้วกระดาษ ถุงกระดาษ แผ่นฟอยล์อะลูมิเนียม 2.สิ่งของที่เป็นองค์ประกอบเสริมของสินค้า (Ancillary Elements) อาทิ ป้ายห้อยสินค้า สติกเกอร์ติดบนสินค้า สติกเกอร์ฉลากสินค้า อุปกรณ์ประคองสินค้า 3.บรรจุภัณฑ์ที่เป็นหน่วยเดียวกับสินค้า (Single-serve units) อาทิ ถุงชาเยื่อกระดาษ แคปซูลกาแฟ และแคปซูลสำหรับชงเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ และ 4.บรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งสินค้าในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce Packaging) เป็นต้น ส่งผลให้กฎหมาย PPWR จึงเป็นกฎหมายควบคุมบรรจุภัณฑ์ทุกรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานสินค้าทั้ง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับจัดจำหน่ายสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาสินค้า ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ในธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มในตลาดของสหภาพยุโรป
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากสหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกสำคัญต่อไทย โดยการส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2568 มีมูลค่า 26,491.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.45% คิดเป็นสัดส่วน 7.79% ของการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2568 ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจาก สหรัฐฯ สัดส่วน 21.31% และจีน สัดส่วน 11.71% ตามลำดับ และในครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่อง 20% ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงถือเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างการส่งออกของไทยที่กระจุกตัวในตลาดสหรัฐฯ และจีน อีกทั้งสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อไทยในระยะยาว เนื่องจากเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและแข่งขันตลาดในมูลค่าสูงได้อย่างทัดเทียมกับผู้ส่งออกในประเทศอื่น
“ระเบียบ PPWR ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนสินค้าส่งออกให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ตรวจสอบการใช้สารเคมีและโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ปรับปรุงการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถขนส่งสะดวก ตลอดจนปรับปรุงวัสดุในการผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายและสอดคล้องกับแนวทางที่สหภาพยุโรปกำหนด เพื่อลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการส่งออก รวมถึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป”นายนันทพงษ์กล่าว

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

