​“พูนพงษ์”ว่าที่ปลัดพาณิชย์คนใหม่ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนการทำงาน

img

“พูนพงษ์” ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนการทำงานสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต เตรียมลุยดูแลค่าครองชีพ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า สร้างโอกาสให้ SME เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ เร่งเจรจา FTA ป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ยกระดับบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย แก้ไข กฎ ระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และดูแลบุคลากร เผยปี 70 ได้งบ 8,500 ล้านบาท น้อยไป เมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องดูแลปากท้อง ผลักดันส่งออก ที่เป็นรายได้หลักของประเทศ ขอช่วยเพิ่มงบ จะทำให้ดูว่าทำงานได้อีกมากแค่ไหน
         
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบายการทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ว่า เดิมทีจะแถลงนโยบายหลังจากรับตำแหน่ง แต่มีพี่น้องสื่อมวลชน สอบถามเข้ามามาก และขอนัดสัมภาษณ์พิเศษ ก็เลยแถลงเป็นทางการ ให้รับทราบโดยทั่วกัน เพราะนี่จะเป็นนโยบายที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการทำงาน หลังจากที่รับตำแหน่งเต็มตัว โดยได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง และใช้ในการรับมือกับกติกาการค้าโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร
         
โดยนโยบายที่ 1 การดูแลค่าครองชีพ จะใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น 2.ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุก เช่น ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ 3.อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย
         
2.สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน จะจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
         


3.สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการ 1.เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 2.ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งของตนเองและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ 3.ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 4.ส่งเสริมให้มีการส่งออกโดยใช้ประโยชน์จาก SME Pro-active ที่จะช่วยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การเจรจาการค้า  
         
4.เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ จะยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์ และยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย (ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน และเกม) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ
         
5.เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ เพิ่มเติมจาก FTA ที่ไทยมีอยู่แล้ว 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ให้ปิดดีลได้โดยเร็ว เพื่อขยายโอกาสทางการค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป และจะเร่งเตรียมความพร้อมในการใช้ประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการสำหรับ FTA ใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ ทั้งไทย-ศรีลังกา ไทย-EFTA และไทย-ภูฏาน
         
6.ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย จะเดินหน้าปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด และการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด และการสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งล่าสุดมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 23 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ จะร่วมกันทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง
         


7.ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วย  
         
8.แก้ไข กฎ ระเบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย  
         
9.ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ซึ่งจะถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีนโยบายใดจะสำเร็จได้เลยหากปราศจากคนซึ่งเป็นหัวใจและกำลังสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ กองทัพจะเดินหน้าและรบชนะได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ
         
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานสำคัญ แต่ปัจจุบันมีบุคลากรจำกัด และงบประมาณน้อยมากเมื่อเปรียบกับภารกิจที่ต้องดำเนินการ โดยกระทรวงพาณิชย์มีบุคลากร 3,921 คน ได้รับงบประมาณปี 2570 วงเงิน 8,500 ล้านบาท จากที่ขอไป 15,000 ล้านบาท โดยงบที่ได้ ส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ส่วนงบทำงานต้องบอกว่าได้น้อยไป บางกรมได้ 100 กว่าล้านบาท บางหน่วยงาน 200 กว่าล้านบาท แต่ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ ต้องดูแลปากท้อง ดูแลส่งออก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ต้องขออนุญาตสำนักงานงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าได้งบมากขึ้น ก็จะทำงานได้มากขึ้น เพราะการทำงานบางงาน การขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้ มันต้องมีงบประมาณไปทำ ที่พูดมา ไม่ได้น้อยใจ แต่อยากให้เข้าใจ และขอความกรุณา ถ้าได้เงินมาเพิ่ม ก็จะเห็นผลงานกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น แต่ตอนนี้ ได้มาเท่าไร ก็จะทำเต็มที่อยู่แล้ว

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง