​“พาณิชย์”นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI จำนวน 6 ราย ร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ที่สิงคโปร์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายได้ทันทีกว่า 5 ล้านบาท ส้มโอทับทิมสยามปากพนังฮอตสุด ตามด้วยไชโป้วโพธาราม พร้อมนำเข้าร่วมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
          ​
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้คัดสรรสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 6 รายการที่มีศักยภาพ และมีจุดเด่นด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง ตลอดจนสินค้าสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก เข้าร่วมกว่า 200 ราย ระหว่างวันที่ 21–23 ส.ค.2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้า GI ของไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบ B2B และ B2C ได้มากขึ้น
         
สำหรับสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการที่เข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ได้แก่ 1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสชาติหวานหอม 3.เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4.ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนรากที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชุมชน มีทั้งรสชาติเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5.มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มีเอกลักษณ์ที่รสชาติความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเหนียว และ 6.ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธุ์) โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง โดยจุดเด่นของสินค้าแต่ละรายการสะท้อนความแตกต่างที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด และสามารถนำเรื่องราวดังกล่าวมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศได้
         


ทั้งนี้ สินค้า GI ที่ได้นำเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก มีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้า GI อย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าได้รับความนิยมสูงสุด คือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม และยังทำให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงได้เรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงให้ความสนใจกับสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไป
         
นางอรมนกล่าวว่า ​จากนั้น วันที่ 24 ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยกิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท  
         
“การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนการพบปะคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อและผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทย จะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน อันสอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายล่าสุดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาผลักดัน”นางอรมนกล่าว

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง