​“พาณิชย์”ยันมีมาตรการป้องกันแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมแจง USTR 28-31 ส.ค.นี้

img

กรมการค้าต่างประเทศยันมีมาตรการป้องกันส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) และการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ เผยได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต เอาผิดกับผู้ประกอบการที่ทำผิดอย่างเด็ดขาด และยังเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ นำระบบ AI มาช่วยตรวจสอบ เตรียมชี้แจงกับ USTR อีกครั้ง 28-31 ส.ค.69
         
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) และการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ว่า ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยได้มีการยกระดับการตรวจสอบและร่วมมือกับหน่วยงานของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง หากพบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าหรือการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
         
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมและกรมศุลกากรได้รายงานความคืบหน้า และชี้แจงมาตรการต่อสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) มาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบในหลายด้าน ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตและข้อมูลผู้ประกอบการร่วมกับกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และพาณิชย์จังหวัด และยังมีการลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการ การตรวจสอบย้อนหลังถิ่นกำเนิดสินค้า และการดำเนินมาตรการกับผู้ประกอบการที่พบการกระทำผิด
         


ขณะเดียวกัน กรมได้ปรับเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังร่วมกับ CBP จาก 49 รายการ 194 พิกัดศุลกากร เป็น 67 รายการ 274 พิกัดศุลกากร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 และเตรียมพัฒนาระบบ ROVERs Plus โดยนำ AI มาช่วยตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า รวมทั้งได้อบรมผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และ Local Content แล้วกว่า 2,000 ราย
         
“เรื่องนี้ไทยไม่ได้เพิ่งเริ่มดำเนินการ แต่ได้ยกระดับระบบตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง และระหว่างวันที่ 28–31 ส.ค.2569 กรมและกรมศุลกากร จะพบกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสื่อสารให้ฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบและเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการป้องกันและยกระดับการแก้ปัญหา transshipment อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”นางอารดากล่าว
         
นางอารดากล่าวว่า การค้าเพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า เพราะการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานอาจเกิดจากการลงทุนใหม่ การย้ายฐานการผลิต หรือการเพิ่มกำลังการผลิตที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง สิ่งสำคัญ คือ ต้องแยกแยะกรณีดังกล่าวออกจากการแอบอ้างถิ่นกำเนิดหรือการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าให้ชัดเจน และการประเมินสถานการณ์และขนาดของปัญหา จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจริงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถแยกแยะความเสี่ยง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
         
“ไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดให้ตรงจุด ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต อีกทั้งจะส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ”นางอารดากล่าว


 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง