​สนค.เผย EU ลุยบังคับกติกาการค้าใหม่ เข้มมาตรฐานการผลิต การค้าทุกขั้นตอน

img

สนค.ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกเหนือจากราคาและต้นทุน เผยได้ออกมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ เข้มมาตรฐานการผลิต วัตถุดิบ กลางน้ำ ดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำ เข้มบรรจุภัณฑ์ การจัดการของเสีย ชี้ไทยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย แนะยกระดับมาตรฐานทุกขั้นตอน สร้างความเชื่อมั่น
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) พบว่า กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดย EU เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ ไปจนถึงมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
         
สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
         
โดยในส่วนของต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU
         


กลางน้ำ EU ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบศุลกากรและการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่สั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายใน 3 ปี ส่งผลให้ EU เริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier : PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร
         
ปลายน้ำ EU ได้ขยายมาตรฐานไปสู่การออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยใช้ข้อกำหนดสำคัญภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น รวมถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร สะท้อนทิศทางของ EU ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
         
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การปรับกติกาการค้าของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เอกสารรับรอง และการประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อวางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว



อย่างไรก็ตาม ไทยควรติดตามความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ผลิตบางประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อาจหันไปขยายตลาดในอาเซียน ส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำมีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันในตลาดภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไทยจึงควรเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่กับการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
         
“การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน”นายนันทพงษ์กล่าว
         
สำหรับไทย EU ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1% แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยัง EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.4% เกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  
 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง