​สนค.เตือนธุรกิจ ผู้ประกอบการ ประชาชน เตรียมรับมือความไม่แน่นอนตะวันออกกลาง

img

สนค.เตือนภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ เตรียมรับมือแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แนะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ศึกษาใช้พลังงานทางเลือก ส่วนประชาชน ต้องเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการอย่างเหมาะสม คุ้มค่า ควบคู่วางแผนการเงิน ส่วนผลกระทบที่ผ่านมา ไทยรับมือปัญหาพลังงานได้ดี เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่ จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ จึงขอแจ้งเตือนถึงภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต

สำหรับภาคประชาชน อาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว



ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรก ทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับเงินเฟ้อ แตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก
         
ส่วนของไทย ราคาพลังงานสูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อน มีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต สูงขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้น 11.1% แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานมีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้น 2.70% และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากที่ 1.08% โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้น 4.92%
         
“แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่สำหรับไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ  สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ 1–3% ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล”นายนันทพงษ์กล่าว
         
ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจเป็นปัจจัยหนุนให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง