​“พาณิชย์”วิเคราะห์สิทธิบัตรยานยนต์ เปลี่ยนโฉมหน้าสู่พลังงานไฟฟ้า-ระบบอัจฉริยะ

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในรอบ 20 ปี พบมีการยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตร มีจุดพีกช่วงปี 61-64 ที่มีการเปลี่ยนโฉมหน้าจากยานยนต์แบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน เผยจีนนำโด่งยื่นจดมากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ
          ​
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร “เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” (Vehicle Innovation & Smart Logistics) ในช่วงปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการยื่นจดสูงกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตร โดยมีจุดพีกในช่วงปี 2561–2564 ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทำให้อุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ผลิตรถยนต์อีกต่อไป แต่เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี (Technology Convergence) และนวัตกรรมเชิงระบบที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และดิจิทัลเข้าด้วยกันเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน
         
ทั้งนี้ ​เมื่อพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ จีนครองแชมป์นวัตกรรมดังกล่าวด้วยจำนวนสิทธิบัตรมากกว่า 1 ล้านฉบับ โดยมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี ส่วนสหรัฐฯ ตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีสิทธิบัตรกว่า 8.7 แสนฉบับ และครองความได้เปรียบในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ในขณะเดียวกันประเทศอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรมยานยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ ในมิติของบริษัทผู้นำนวัตกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะในระดับโลก พบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนสิทธิบัตรกว่า 22,000 ฉบับ ตามด้วย Qualcomm จากสหรัฐฯ และ Bosch จากเยอรมนี
         
นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ​1.กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (82,830 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการค้าโลก ปัจจุบันแม้จะอยู่ในระยะอิ่มตัวและเติบโตช้า แต่ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น หุ่นยนต์และโดรนขนส่งอัตโนมัติ ระบบดิจิทัลทวินสำหรับห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ท่าเรืออัจฉริยะที่ใช้ AI และเครนอัตโนมัติ ระบบติดตามห่วงโซ่ความเย็นด้วยบล็อกเชน เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักเป็นบริษัทด้านระบบและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Siemens AG, IBM และ Microsoft Corporation ซึ่งมีความสามารถในการพัฒนาและบริหารระบบขนาดใหญ่
         


2.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี (Electric Vehicle & Battery) มีจำนวนสิทธิบัตรสูงเป็นอันดับ 2 (58,243 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 31.9% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้) โดยเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) ระบบชาร์จเร็ว ระบบจ่ายพลังงานจากยานยนต์กลับสู่โครงข่ายไฟฟ้า ระบบชาร์จไร้สายแบบเหนี่ยวนำที่ฝังในพื้นถนน ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน สะท้อนโยบาย New Energy Vehicle ของจีนที่ส่งเสริมการลงทุนการวิจัยเทคโลยีแบตเตอรื่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 สำหรับผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและวัสดุ เช่น LG Energy Solution, BYD Company และ Murata Manufacturing
          ​
3.กลุ่มระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management & Route Optimization) ตามมาเป็นอันดับ 3 (25,842 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 14.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้) โดยมีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรสม่ำเสมอราว 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI และข้อมูล (Data-driven) ในการวางแผนเส้นทางและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ สำหรับผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัย เช่น State Farm และ Allstate ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
          ​
4.กลุ่มยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) แม้จะมีขนาดเล็กที่สุด (15,535 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 8.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้) แต่มีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรเร็วที่สุดแบบก้าวกระโดดถึง 38.2% ต่อปี แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การขับขี่อัตโนมัติภายใต้พื้นที่และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนด ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ผ่านเครือข่าย 5G การหลอมรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ด้วย AI และ Edge AI สำหรับการวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์ เป็นต้น ตลาดนี้มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญครองตลาดด้วยสัดส่วน 38.8% ของสิทธิบัตรกลุ่มนี้ รองลงมาคือจีน และมีผู้เล่นหลักอย่างบริษัท LG Electronics, Qualcomm, Ford Global Tech, Waymo (Alphabet) และ Intel
         
“​จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ได้ขยายไปสู่การแข่งขันเชิงระบบระหว่างบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการหลอมรวมกันของเทคโนโลยี (Technology Convergence) เป็นแรงขับเคลือนหลัก ในขณะเดียวกัน โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของนวัตกรรมแสดงให้เห็นการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา ตลอดจนภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีบทบาทแตกต่างกันในระบบนวัตกรรมแต่ละองค์กรจึงต้องปรับตัวจากการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบและ ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน สำหรับประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ที่มีความโดดเด่นในการต่อยอดนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในอนาคตทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัวสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่บูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับสากลอย่างยั่งยืน”
         


นางอรมนกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะในประเทศไทยรวมกว่า 4,000 คำขอ โดยคำขอในกลุ่มเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะมีจำนวนสูงสุด 2,499 คำขอ แบ่งเป็น สิทธิบัตร 2,305 คำขอ (ไทย 3.47% ต่างชาติ 96.53%) อนุสิทธิบัตร 194 คำขอ (ไทย 88.66% ต่างชาติ 11.34%) ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มดังกล่าว 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ควอลคอมม์ (สหรัฐฯ) 640 คำขอ 2.วีโว่ โมบาย (จีน) 216 คำขอ และ 3.โนเกีย (ฟินแลนด์) 162 คำขอ รองลงมา คือ กลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 1,754 คำขอ แบ่งเป็น สิทธิบัตร 1,505 คำขอ (ไทย 7.04% ต่างชาติ 92.96%) อนุสิทธิบัตร 249 คำขอ (ไทย 65.06% ต่างชาติ 34.94%) ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มดังกล่าว 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.โตโยต้า (ญี่ปุ่น) 124 คำขอ 2.คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ (ฮ่องกง) และลิมิเต็ด (จีน) 91 คำขอเท่ากัน และ 3.อิซูซุ มอเตอร์ส (ญี่ปุ่น) 82 คำขอ
         
โดย​สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้ยื่นคำขอชาวไทยมีบทบาทในลักษณะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology Integrator) โดยมีจุดแข็งในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ ผ่านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในสาขาต่างๆ อาทิ การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์บริบทการใช้งานในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังบ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดในภูมิภาค แม้ว่าเทคโนโลยีหลักส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างชาติ แต่การเพิ่มขึ้นของคำขออนุสิทธิบัตรจากผู้ยื่นชาวไทยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับโอกาสของประเทศไทย ยังมีศักยภาพในการพัฒนาบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งภายในภูมิภาคนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรมให้สอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีโลกได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และยกระดับบทบาทของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดของภูมิภาคในระยะยาว

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง