สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.69 เพิ่ม 3.5% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง สินค้าเกษตร ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการของตลาด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 12.2% จากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต คาด พ.ค.69 ยังขยายตัวต่อ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 114.8 เพิ่มขึ้น 3.5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น สินค้าเกษตรกรรม ทองคำ และอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการในตลาดโลก และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 128.1 เพิ่มขึ้น 12.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาโลหะพื้นฐาน อาทิ อะลูมิเนียม ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้น จึงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง แต่ยังจำเป็นต้องนำเข้า เพื่อรองรับการผลิตและการการลงทุนในอุตสาหกรรม
สำหรับดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง เพิ่ม 46.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง และการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 4% อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังยังคงรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากตลาดจีน ยางพารา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ และข้าว ตามทิศทางราคาข้าวไทยและเวียดนามในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.4% อาทิ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม

หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาลดลง คือ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลด 0.1% โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน อาทิ น้ำตาลทราย จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บราซิล อินเดีย และไทย จึงคาดว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก และผลไม้กระป๋อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม และมาเลเซีย
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 41.3% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 10.4% ได้แก่ ทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีใหม่ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.2% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.4% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายตัวของภาคการผลิต และการลงทุน สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบตามความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาโรคเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 2.1% จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบการผลิตและส่งออก รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากการที่ราคาน้ำมันและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน และการเร่งนำเข้าสินค้าบางประเทศจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงชั่วคราว ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอลง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

