กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรด้านความยั่งยืนของโลกในรอบ 20 ปี พบเร่งตัวชัดเจนตั้งแต่ปี 63 จากนโยบายภูมิอากาศ ลงทุนพลังงานสะอาด และสีเขียว เผยจีนนำโด่งยื่นจดสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตา ส่วนเทคโนโลยีที่ยื่นจด มี 4 กลุ่ม วัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ พลังงานและการลดคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน และเกษตรอัจฉริยะ แนะไทยลุย AI จัดการพืช พลาสติกชีวภาพ เกษตรอัจฉริยะ การใช้ AI ในทุกอุตสาหกรรม
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550–2569) จำนวนกว่า 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดพร้อมกันในหลายกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนการเชื่อมโยงของนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด 494,401 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ญี่ปุ่น 90,394 กลุ่มสิทธิบัตร สหรัฐฯ 58,403 กลุ่มสิทธิบัตร และเกาหลีใต้ 45,177 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน
สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนวัตกรรมด้านความยั่งยืนมีหลากหลาย ทั้งบริษัทเอกชนในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ และสถาบันวิจัย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำอันดับ 1 10,393 กลุ่มสิทธิบัตร โดยมีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับอันดับ 2 อย่าง State Grid Corporation of China จากจีน 10,022 กลุ่มสิทธิบัตร ตามด้วย Honda จากญี่ปุ่น 5,092 กลุ่มสิทธิบัตร Toshiba จากญี่ปุ่น 4,203 กลุ่มสิทธิบัตร Nissan จากญี่ปุ่น 3,972 กลุ่มสิทธิบัตร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานชั้นนำอีกหลายแห่ง ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน และยังสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแท้จริง

นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ (Circular & Bio-based) มีจำนวนกว่า 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoates (PHA) ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น พลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) ที่ผสมยางพาราและแป้งเทอร์โมพลาสติก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่น และย่อยสลายได้เร็วขึ้น พลาสติกที่ผลิตจากชีวมวลสาหร่าย (Algae-Based Plastics) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการออกแบบวัสดุด้วย AI เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของพอลิเมอร์ ทำให้สามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อยู่ในระยะเติบโตและเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยลักษณะการเติบโตของตลาดไม่ได้เป็นการพลิกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (Disruption) แต่เป็นการทดแทนวัสดุเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องอาศัยศักยภาพด้านการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากกว่าความเร็วของนวัตกรรม โดยคาดว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะมีมูลค่าสูงถึง 47–107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
2.เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน (Energy & Decarbonization) มีจำนวนกว่า 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 44.5% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานทางเลือก เช่น Sodium-ion และ Zinc-based batteries ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกลง รวมถึงระบบ AI และ Smart Grid Integration ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าพลังงานลมได้ถึง 20% เป็นต้น ตลาดเทคโนโลยีในกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.8% ต่อปี แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ตลาดนี้จึงเหมาะกับบริษัทหรือองค์กรที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐ และสามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้
3.เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Smart Infrastructure) มีจำนวน 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 3.7% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่า 2 กลุ่มแรก แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยตรง แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Twin สำหรับระบบ Smart City เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้ง Edge Computing ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในระบบอาคารอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเร่งเติบโต มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.5% ต่อปี โดยมีการบูรณาการระหว่างพลังงาน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบเมืองแห่งอนาคต ผู้เล่นที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ
4.เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Precision Farming) มีจำนวน 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 2.9% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ Smart Irrigation ที่ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นของดินร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดการใช้น้ำ เทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแปลงเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร เทคโนโลยีตรวจจับโรคพืชขั้นสูงด้วย AI ที่สามารถวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติของพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยพยากรณ์ผลผลิตและจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เหมาะสม ตลาดเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.6% ต่อปี ขณะที่ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 21.2–24.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

นางอรมนกล่าวว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทย ในช่วง 5 ปี (2564-2568) พบว่า ไทยมีลักษณะเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย 54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรีและระบบควบคุม) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ) ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด)
โดยผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรในไทย ส่วนใหญ่เป็นค่ายยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้แก่ Toyota, Isuzu, Honda และ BYD ขณะที่หน่วยงานไทยที่โดดเด่นในการยื่นขอรับสิทธิบัตร คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ดี จุดแข็งของไทย คือ การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ประหยัดไฟ เป็นต้น มีการยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรสูงถึง 108 คำขอ โดยผู้ครองตลาดอนุสิทธิบัตรเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย เช่น สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นต้น
สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจึงควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.Invest Now ควรเร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช, แบตเตอรี Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2.Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ซึ่งเทคโนโลยีจากประเทศในเขตอบอุ่นมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ 3.AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม ทั้งนี้ นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเดี่ยวไปสู่นวัตกรรมระดับระบบ (System-level Innovation) และประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลกในระยะยาว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

