​“ศุภจี”ยันรัฐบาล มีแผนเดินหน้าดูแลข้าวไทยทั้งระบบ สร้างเสถียรภาพรายได้ชาวนา

img

“ศุภจี”เปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยันรัฐบาลเดินหน้าดูแลสินค้าข้าว ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้ให้กับเกษตรกร เผยต้นน้ำ จะเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวเพิ่มผลผลิตต่อไร่ กลางน้ำมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูป และปลายน้ำ เร่งซื้อนำตลาด ผลักดันส่งออก ผลักดันข้าวประณีต อัปราคา ดีเดย์ 27 เม.ย.นี้ เริ่มขายปุ๋ยธงเขียวพลัส ช่วยลดต้นทุนชาวนา
         
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้ชี้แจงว่าภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำ คือ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
         
ทั้งนี้ ได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย โดยบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที
         


โดยในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว และยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร

สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด เพราะการแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ และการแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

ส่วนปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น Dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์ อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย รวมทั้งจะผลักดันข้าวประณีต สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ



นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมเตรียมจัดโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว โดยลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ซึ่งโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.2569 ระยะแรก จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง จากนั้นเดือน พ.ค.2569 กำหนดจัดอีก 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง
         
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวนา โดยมาตรการเร่งด่วน มี 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อครัวเรือน ไม่เกิน 20 ไร่ 2.ปรับโครงสร้างราคาข้าว โดยราคาเกี่ยวสดไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท 3.ลดปุ๋ยกระสอบละ 200 บาท ไม่เกิน 20 กระสอบ 4.คูปองลดราคาน้ำมันลิตรละ 10 บาท จำนวน 200 ลิตรต่อปี 5.ช่วยเหลือต้นทุนเผาฟางข้าว 500 บาทต่อไร่ตามพื้นที่ขึ้นทะเบียนปลูกจริง 6.สนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์ ในรูปแบบเงินกู้ฟรีดอกเบี้ย
         
มาตรการระยะยาว ได้แก่ 1.พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ 2.บริหารจัดการน้ำระบบชลประทานให้สอดคล้องกับการเพาะปลูก 3.สนับสนุนการปรับพื้นนาให้เสมอด้วยระบบเลเซอร์ โดยภาครัฐออกคนละครึ่งกับเกษตรกรที่สมัครใจ
         
นอกจากนี้ ขอให้ติดตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2568/69 ที่ขึ้นทะเบียนผ่าน ธ.ก.ส. ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ที่ค้างจ่ายเกษตรกร ติดตามโครงการเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ และเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ในเขตพื้นที่อีสานเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง