“ศุภจี”หารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีมายาวนากว่า 190 ปี พร้อมแจ้งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ให้มีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจและตลาดสองประเทศ ยันไทยไม่ได้มีกำลังผลิตส่วนเกิน นำเข้าสินค้าผลิตโดยแรงงานบังคับ ตามที่สหรัฐฯ เปิดไต่สวนตามมาตรา 301 แจ้งเตรียมบินสหรัฐฯ ต้น พ.ค.นี้ นำนักธุรกิจเดินทางไปด้วย และจะหารือกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย ฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความยาวนานและใกล้ชิดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยแจ้งกับสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade : ART) และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และยังมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสามารถมีข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศ
ส่วนประเด็นการไต่สวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ได้ชี้แจงข้อมูลอย่างรอบด้าน ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ (Forced Labor Import Ban) ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากเป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า ได้แจ้งทูตสหรัฐฯ ว่ามีแผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ในต้นเดือน พ.ค.2569 ซึ่งจะมีคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำร่วมเดินทางด้วย โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ และมีแผนจะหารือกับ USABC USCC ที่เป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสำคัญที่ไทยมีความจำเป็นต้องใช้จากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร และสินค้าพลังงาน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้
“ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน”นางศุภจีกล่าว
ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

