ส่งออกแผงวงจรรวมไทยโตต่อเนื่อง ต่างชาติแห่ลงทุน เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหนุน

img

สนค.วิเคราะห์การส่งออกแผงวงจรรวม (IC) ของไทย พบขยายตัวต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต มีจุดแข็งเป็นฐานผลิตเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้ง AI , EV และ Data Center ส่วนสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบทางอ้อม ทำต้นทุนและค่าขนส่งสูงขึ้น แนะรัฐช่วยสภาพคล่อง คุมพลังงาน ด้านพาณิชย์เร่งเจรจา FTA เปิดตลาด ผลักดันใช้ประโยชน์จาก FTA ส่งออก
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์การส่งออกแผงวงจรรวม (Integrated Circuits: IC) หรือเป็นที่รู้จักทั่วไป คือ ชิป (Chips) ของไทย พบว่า เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้ไทยได้รับอานิสงค์จากการย้ายฐานการผลิต ไทยมีจุดแข็งเป็นฐานการผลิตดั้งเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ และบีโอไอให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด ทำให้ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความต้องการแผงวงจรรวมเพื่อใช้ในระบบควบคุมพลังงานและระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
         
ทั้งนี้ ยังมีการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก หลังวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปคลี่คลายลง ทำให้วัฏจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้กลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT (Internet of Things) ล้วนใช้แผงวงจรรวมเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จึงผลักดันให้มูลค่าการส่งออก IC ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
         
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผงวงจรรวมของไทยในทางอ้อม มากกว่าผลกระทบโดยตรง อาทิ ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุน แม้อิหร่านจะไม่ใช่ตลาดหลักของ IC ไทย แต่กลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง IC ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกผันผวน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง IC
         


อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นที่การรักษาสภาพคล่องและควบคุมต้นทุนพลังงาน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งมีการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก SME และบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
         
สำหรับแผนระยะยาวของภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยพบว่า ไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ และควรให้ความสำคัญ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชัน และการแพทย์ โดยร่างยุทธศาสตร์นี้ ต้องการผลักดันให้เกิด ชิปเมดอินไทยแลนด์ (Made-in-Thailand Chips) เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้
         
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมแผงวงจรรวมของไทย ผ่านกลไกการค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อสนับสนุนการส่งออกแผงวงจรรวมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการนำระบบ MOC Plus ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการรายบุคคลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จาก FTA และข้อมูลตลาดที่เหมาะสมของแต่ละประเภทสินค้า เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก และยังเร่งจัดทำความตกลงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในตลาดใหม่ เพื่อเอื้อให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ซึ่งจะมีส่วนในการสนับสนุนเป้าหมายของไทยที่ต้องการเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงทางดิจิทัล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสร้างแรงจูงใจทางการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อให้ไทยขึ้นมามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานการผลิตแผงวงจรรวมของโลกได้
         
การส่งออกแผงวงจรรวมของไทย ในปี 2568 มีมูลค่า 11,095.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,651.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 28.25% โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง มูลค่า 2,848.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.39% สัดส่วน 25.67% ของการส่งออกทั้งหมด ไต้หวัน มูลค่า 1,321.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.25% สัดส่วน 11.91% มาเลเซีย มูลค่า 1,032.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.82%  สัดส่วน 9.31% จีน มูลค่า 1,007.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.48% สัดส่วน 9.08% และสิงคโปร์ มูลค่า 972.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.49% สัดส่วน 8.76%


 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง