​สนค. เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์ สู่ตัวแปรทางเศรษฐกิจ กระทบทั้งค่าเงิน-ส่งออก

img

สนค.เผยทองคำ ขยับจากสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งค่าเงินบาท และการส่งออก หลังเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น และมีการเก็งกำไรทองคำเพิ่มขึ้น ยันการรายงานตัวเลขส่งออก มีทั้งรวมทองคำและตัดทองคำออก เพื่อให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจน
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเป็นผลมาจากราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า และยังสะท้อนความจำเป็นในการแยกวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รวมและไม่รวมทองคำ เพื่อให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
         
“ปัจจุบันทองคำไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ซึ่งราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับผลจากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย”
         
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม เพิ่มขึ้น 48.5% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก ด้านการนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว
         


อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในภาคการผลิตจริง ทองคำนำเข้าถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 7 แสนคน โดยไทยนำเข้าทองคำดิบและกึ่งแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องประดับ เช่น ทองคำ 18K และ 22K ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการออกแบบและฝีมือช่าง ช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและศักยภาพการส่งออกของไทย และทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณจำกัด สำหรับแผ่นวงจรพิมพ์และขั้วต่อสัญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ
         
นอกจากนี้ การขยายตัวของการส่งออกทองคำ ช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย โดยทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ณ ปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน แต่การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
         
ขณะเดียวกัน ไทยมีตลาดทองคำที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจขายทองคำเพื่อทำกำไร โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมักอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในบางกรณี เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา และอาจมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้น แต่ค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกรรมทองคำเพียงปัจจัยเดียว ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในบางช่วงเวลาที่ราคาทองคำผันผวนมาก มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กระแสเงินจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ อีกทั้ง ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชน ได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง โดยยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป
         
“เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ จึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สนค. ได้จัดทำรายงานมูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัยเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนศักยภาพการส่งออกที่แท้จริงของไทย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในอนาคต”นายนันทพงษ์กล่าว

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง