กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ทั้งปี 68 มีมูลค่า 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 8.36% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 82.26% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าเกษตร ทุเรียนแชมป์ใช้สิทธิ์ สินค้าอุตสาหกรรม ยานยนต์สำหรับขนส่งของแชมป์
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ตลอดทั้งปี 2568 มีมูลค่ารวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.36% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 82.26% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย FTA ที่มีการใช้สิทธ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) อันดับหนึ่ง มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 72.45% รองลงมา คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 96.11% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 72.93% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 83.62% และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 56.42%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2.ทุเรียนสด 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ 5.เนื้อไก่ปรุงแต่ง และเมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียน 2. เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง 4.ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) 5.น้ำตาลที่ได้จากอ้อย มูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 4.เครื่องจักรอัตโนมัติ 5.เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 65,640.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 72.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด

ทั้งนี้ ทุเรียนสด เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุดในการส่งออกไปจีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) ในปี 2568 โดยมีมูลค่า 4,264.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของการใช้สิทธิ์อย่างโดดเด่น ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) จากปัจจัยด้านราคาของแร่มีค่าและความต้องการของตลาดอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ และแพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูปหรือเป็นผง ซึ่งมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงถึง 162,893.21% และ 395.4% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน มีสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักรกล ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูป เช่น ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง ที่มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสินค้าศักยภาพอีกจำนวนมากที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA เพื่อขยายตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตและไทยมี FTA รองรับอยู่แล้ว เช่น อินเดีย รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม
นางอารดากล่าวว่า ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่จะเปิดประตูการค้าสำคัญระหว่างไทยกับยุโรป ไทยยังมีความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน และไทย–ศรีลังกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏานเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับศรีลังกา มีสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก FTA ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณี โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอความพร้อมในการบังคับใช้ความตกลงจากฝ่ายศรีลังกา โดยกรมเห็นว่า ความตกลงการค้าเสรีเหล่านี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และเสริมความเชื่อมโยงของไทยกับเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน กรมยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิฯ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งที่ผ่านมา กรมได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ และในวันที่ 8 เม.ย.2569 จะจัดสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ เพื่อเปิดเวทีเสวนาและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดธุรกิจด้วย FTA
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

