​ปี 68 ทุเรียน GI สร้างมูลค่าตลาด 6.8 หมื่นล้าน “ทุเรียนชุมพร”แชมป์ขายสูงสุด

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำรวจตลาดทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 68 จำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัด พบสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ทุเรียนชุมพร คว้าแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด ตามด้วยทุเรียนทองผาภูมิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา และทุเรียนหมอนทองระยอง
         
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสถานการณ์การตลาดสินค้าทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยจำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบว่า สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการตลาดที่สูงของทุเรียน GI นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงแต่เป็นสินค้าแห่งคุณภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมการรักษาและควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียน GI ไทยยังคงเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
         
สำหรับทุเรียน GI ที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ 1.ทุเรียนชุมพร ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80–180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีผลทรงกลม ร่องพูหนามชัดเจน เปลือกบาง เนื้อหนาเนียนละเอียด สีเหลืองอ่อน เส้นใยเหนียวนุ่ม รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมไม่ฉุน ซึ่งปลูกในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมสองฝั่งทะเล ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมีมากช่วงเดือน พ.ค.-ก.พ.
         
2.ทุเรียนทองผาภูมิ รสสัมผัสละมุนแห่งเทือกเขาตะนาวศรีของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างมูลค่ากว่า 6,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 9,224 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 100–300 บาทต่อกิโลกรัม และบางช่วงราคาพุ่งสูงถึง 1,200 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นคือเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื้อหนาเป็นครีมละเอียด สีเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน และมีเปลือกบาง ซึ่งเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ดินลูกรังที่ระบายน้ำดีเยี่ยม ในเขตพื้นที่ 4 อำเภอของกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ และท่ามกลางสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงจากการอยู่ใกล้เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ช่วยส่งเสริมให้เนื้อทุเรียนมีความเนียนนุ่ม แห้งและมีคุณภาพสูง โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.
         


3.ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จากดินแดนภูเขาไฟโบราณ สู่ทุเรียนที่มีเนื้อแห้ง นุ่มเหนียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมันกำลังดี และกลิ่นหอมละมุนที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งพันธุ์หมอนทอง ชะนี และก้านยาว สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 3,400 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,800 ตัน ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150–200 บาทต่อกิโลกรัม โดยความลับความอร่อยคือการปลูกในดินที่เกิดจากภูเขาไฟโบราณ (หินบะซอลต์) ในอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชสูง ดินระบายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำให้ทุเรียนไม่เป็นโรครากเน่าและเนื้อไม่แฉะ เริ่มมีการปลูกอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2531 และกลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.
         
4.ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา อัญมณีจากใต้สุดแดนสยาม ทุเรียนที่ปลูกท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง มีมูลค่าการตลาดกว่า 2,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,000 ตัน มีราคาขายเฉลี่ย 120–180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่น คือ เนื้อแห้ง ละเอียด เส้นใยน้อย รสชาติหวานมันเข้มข้น มีกลิ่นเฉพาะตัวตามสายพันธุ์ ทั้งหมอนทอง ก้านยาว ชะนี พวงมณี มูซังคิง และหนามดำ โดยชื่อ “สะเด็ดน้ำ” มาจากสภาพพื้นที่ปลูกที่เป็นภูเขาและเนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ซึ่งมีความลาดชันสูงทำให้ระบายน้ำได้เร็วมาก ส่งผลให้เนื้อทุเรียนไม่แฉะแม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นอัตลักษณ์สำคัญที่เกิดจากภูมิศาสตร์ใต้สุดของประเทศ ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.

5.ทุเรียนหมอนทองระยอง ตำนานความอร่อยจากชายฝั่งตะวันออก ต้นตำรับทุเรียนหมอนทองที่นำมาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,600 ล้านบาท ปริมาณการผลิตเฉลี่ยมากกว่า 9,400 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 120–220 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนที่มีลมทะเลพัดผ่านตลอดปี ช่วยให้ดินคายน้ำได้เร็วในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ทุเรียนมีปริมาณน้ำในผลน้อย เนื้อจึงแห้งและเนียนนุ่มเป็นพิเศษ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก จนเกษตรกรนำมาปลูกทั่วทั้งจังหวัดระยอง และผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือน ก.พ.-ก.ค.        

นอกจากนี้ ยังมีทุเรียน GI ไทยที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอีกหลายรายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ (นนทบุรี) ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธ์) ทุเรียนปราจีน ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนสาลิกาพังงา ทุเรียนในวงระนอง ทุเรียนชะนีเกาะช้าง (ตราด) ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ (นครราชสีมา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) ทุเรียนทรายขาว (ปัตตานี) ทุเรียนทะเลหอย (กระบี่) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) และทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดนใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ
         
“กรมจะส่งเสริมสินค้าทุเรียน GI และผลไม้ GI อื่น ๆ ผ่านกิจกรรมและโครงการที่กรมจัดขึ้น อาทิ การจัดงาน GI Market ในกรุงเทพฯ และ GI Market Roadshow ในต่างจังหวัด การผลักดันสินค้า GI เข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การจัดโซนจำหน่ายสินค้า GI ในงาน Thaifex-Anuga การนำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Foodex Japan การขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ในรูปแบบ In-Store Promotion และตลาดค้าส่งผลไม้ในจีน เป็นต้น เพื่อให้ทั่วโลกได้ลิ้มรสทุเรียนไทยคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทั้งยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรในท้องถิ่นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนของประเทศได้อย่างแท้จริง”นางอรมนกล่าว


 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง