“ศุภจี”แสดงวิสัยทัศน์ วางตำแหน่งไทยเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจ (Trusted Partner) ในวันที่โลกแบ่งขั้ว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทุกขั้ว และทำให้ทุกประเทศเห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ เผยกับสหรัฐฯ อินเดีย ที่ไทยได้ดุลการค้าสูง ยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ กับจีน ต้องสร้างสมดุลใหม่ และเร่งขยายตลาดใหม่อย่างสหภาพยุโรป ยูเออี พร้อมเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกร และ SME
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์และทิศทางการค้าโลก ในการเสวนาพิเศษ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้หัวข้อ แผน 14 เปลี่ยนให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand Next Agenda ว่า ในวันที่โลกแบ่งขั้วและแต่ละประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับทุกขั้ว พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่การเป็นคู่ค้าที่ไว้วางใจ หรือ Trusted Partner เพื่อสร้างโอกาสใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์การค้าและการตลาดบน 3 แนวทางสำคัญ คือ สร้างสมดุลใหม่ หาโอกาสเพื่อการเติบโต และกระจายตัว โดยไทยต้องรักษาความสัมพันธ์และประโยชน์ทางการค้ากับตลาดสำคัญที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสูง ขณะเดียวกันต้องสร้างสมดุลกับประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าในลักษณะต่างกัน และเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดการกระจุกตัวของตลาด โดยไทยต้องเป็น Trusted Partner ของประเทศต่าง ๆ เพราะในช่วงที่ทุกประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้

สำหรับตลาดสำคัญที่ไทยมีดุลการค้าสูง เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย ไทยยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะเดียวกัน ในตลาดที่ไทยมีการขาดดุลการค้าอย่างจีน จำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งขยายตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความสมดุลให้กับโครงสร้างการค้าของไทย
“หัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ คือ การเปลี่ยนจากการมองความสัมพันธ์ทางการค้าเพียงด้านการซื้อขาย ไปสู่การเป็น Global Supply Chain Partners ที่ร่วมกันสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Co-creation และ Mutual Benefit เพื่อให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศต่าง ๆ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว”
นอกจากนี้ ไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพราะเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่สมดุล โดยภาคเกษตรมีแรงงานสัดส่วนถึง 30% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 8–9% จึงต้องยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร ส่วน SME มีแรงงานสูงถึง 70–72% แต่สร้าง GDP ได้เพียง 34–35% จึงต้องเสริมความแข็งแกร่งให้คนตัวเล็ก จากการเริ่มต้นง่าย เติบโตมั่นคง และก้าวขึ้นเป็นแชมเปี้ยนระดับภูมิภาค (Regional Champion) ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ ทักษะและเครื่องมือ (Skills & Tools) การเข้าถึงแหล่งทุน และการเข้าถึงตลาด (Access to Markets) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้าง “สมดุล การเติบโต และการกระจายรายได้ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายโอกาสไปยังภาคเกษตร SME และคนตัวเล็กอย่างทั่วถึง และนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

