​“ศุภจี”สั่งเกาะติดการบินไทยระงับรับสินค้าเข้า-ออกชั่วคราว พร้อมหาทางช่วยผู้ส่งออก

img

“ศุภจี”สั่งการกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เกาะติดปัญหาการบินไทยระงับรับสินค้าเข้า-ออก และประเมินผลกระทบ และให้ช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่างเต็มที่ เผยการส่งออกสินค้าทางอากาศช่วง 7 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 2.42 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของการส่งออกทั้งหมด สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร ใช้บริการมากสุด เร่งทำความเข้าใจคู่ค้า ป้องกันโดนค่าปรับ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีการบินไทยระงับการรับสินค้าเข้า–ออก และสินค้าถ่ายลำ ณ คลังสินค้าการบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการชั่วคราว ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการส่งออก โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น และหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก เพราะการส่งออกสินค้าทางอากาศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วง 6 วันที่ผ่านมา ถือเป็นผลกระทบระยะสั้น และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด
         
ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าผลกระทบด้านมูลค่าการส่งออกโดยตรง คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความล่าช้าและไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด อาจทำให้ผู้นำเข้าต่างประเทศพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ผู้ส่งออกหรือคู่ค้าจากประเทศอื่น แต่ปัจจุบัน การบินไทยไม่ได้เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศเพียงรายเดียว ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อให้สินค้าสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้
         
สำหรับการช่วยเหลือผู้ส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะทำหน้าที่ประสานและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากผู้ส่งออกรายใดตรวจสอบกับผู้ให้บริการขนส่งสินค้า (Forwarder) แล้วพบว่าสินค้า หรือ Cargo มีปัญหา สามารถประสานหน่วยงานเพื่อช่วยเจรจากับคู่ค้าหรือปลายทาง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าปรับจากการส่งมอบล่าช้า เป็นต้น
         


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ติดตามสถานการณ์คลังสินค้าการบินไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระงับการรับสินค้า THAI Cargo ขาเข้า–ขาออก และสินค้าถ่ายลำเป็นการชั่วคราว จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ประกอบด้วยการส่งมอบสินค้าและความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยการระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทย ส่งผลให้สายการบินที่ใช้บริการคลังสินค้าดังกล่าวบางส่วนต้องชะลอหรืองดรับสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงไม่สามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน วัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต และสินค้าเร่งด่วน
         
สำหรับต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเครื่องบิน (Freight Rate) จะพุ่งสูงขึ้น ผู้ส่งออกจำนวนมากจะเปลี่ยนไปใช้บริการคลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ เช่น บริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิสเซส จำกัด (BFS) หรือสายการบินต่างชาติ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด
         
นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ทั้งขาออกและขาเข้า ทำให้วัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน เนื่องจากประกาศนี้ ระงับทั้งขาเข้าและขาออก วัตถุดิบหรือสารเคมีสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องนำเข้ามาเพื่อแปรรูปและผลิตเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่สามารถนำออกจากคลังสินค้าได้ตามกำหนด อาจล่าช้ากว่าเดิม 3-7 วัน ส่งผลให้แผนการผลิตสินค้าล็อตถัดไปเพื่อส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย
         
ส่วนผลกระทบเป็นรายสินค้า พบว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบเพื่อเชื่อมต่อกับสายการผลิตในต่างประเทศ สินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและคุณภาพ การล่าช้าหรือตกเที่ยวบิน จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายและต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออก ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านความแออัดของคลังสินค้าสุวรรณภูมิที่มีอยู่เดิม จากปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกที่เข้มงวดขึ้น โดยที่ผ่านมา เกิดความเสี่ยงที่สินค้าขาออกจะตกเที่ยวบิน และในบางกรณีสินค้าขาเข้าหรือวัตถุดิบใช้เวลาในการนำออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานประมาณ 7 วันทำการ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตเพื่อการส่งออก
         


ขณะเดียวกัน การส่งออกทางอากาศในช่วง 7 เดือน ของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าถึง 2.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.7% คิดเป็น 33% ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ ที่มีประมาณ 7.34 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย การหยุดชะงักของระบบคลังสินค้าและ Air Cargo แม้เป็นการชั่วคราว จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งด้านการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของสายการผลิต และความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกทั้ง Cargo บางส่วนอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ที่อื่นแทน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากส่วนนี้
         
ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศมาก ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ ในปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด กลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีมูลค่าส่งออกทางอากาศในปี 2568 ประมาณ 380,804 ล้านบาท คิดเป็น 26.2% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ การหยุดชะงักของระบบ Air Cargo จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าและกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการได้โดยตรง
         
ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรทางอากาศของไทย ประกอบด้วย 1.การขนส่งสินค้าผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และแปรรูป ปี 2568 มีมูลค่า 9,826.62 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 351.81 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.58% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด 2.การขนส่งผลไม้สด ปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,209.52 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 251.86 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 4.83% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด ส่วน 8 เดือน ปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,523.36 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 179.85 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.26% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด
         
ทางด้านข้อเสนอแนะและแนวทางสนับสนุน ระยะเร่งด่วน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะติดตามและรวบรวมผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยประสานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สมาคมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเครือข่ายผู้ส่งออก เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และมูลค่าการค้าที่ได้รับผลกระทบ และประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ซึ่งมีเครือข่าย 58 แห่งใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการสื่อสารกับผู้นำเข้าและคู่ค้าต่างประเทศกรณีส่งมอบล่าช้า ช่วยเจรจาขยายเวลา สื่อสารสถานการณ์ภัยพิบัติ (Force Majeure) และป้องกันค่าปรับ

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง