“ศุภจี”ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ติดตามสถานการณ์มังคุด ประสานเร่งเปิดลานรับซื้อ เชื่อมโยงตลาดกับห้าง กระจายผลผลิตผ่านไทยช่วยไทย ดึงหน่วยงานรัฐช่วยซื้อ ผลักดันส่งออก แปรรูป รับมือผลผลิตออกมากช่วง พ.ค.-มิ.ย. ส่วนทุเรียน มีการทำตลาดล่วงหน้า ทั้งต่างประเทศ ในประเทศ ใช้ Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภค
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุด ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ณ บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เพื่อเตรียมรับมือผลผลิตมังคุดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 เป็นต้นไป โดยได้กำชับให้ทุกภาคส่วนจะร่วมกันเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
โดยปีนี้ ผลผลิตมังคุดจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พ.ค.–10 มิ.ย.2569 จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันการส่งออก การกระจายผลผลิตผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผ่านไปรษณีย์ไทย และภาคเอกชน ในการช่วยดูดซับและระบายผลผลิต รวมทั้งได้ประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B provider) ทำเมนูอาหารของหวานหรือเครื่องดื่มจากผลไม้

ขณะเดียวกัน ได้หารือแนวทางจัดตั้ง Fruit Processing Center หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยหอการค้าจังหวัดจันทบุรีเสนอให้มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป เช่น ห้อง Pre-cooling ระบบบรรจุภัณฑ์ และเครื่องจักรแปรรูปที่ทันสมัย ส่งเสริมการจัดตั้งลานประมูลมังคุด เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อสามารถมาเลือกซื้อตรงกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา
สำหรับสถานการณ์มังคุด ปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.2569 คิดเป็น 58% ของผลผลิตภาคตะวันออก ทั้งนี้ มังคุดไทยพึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 86% ส่วนการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 14% โดยราคามังคุดที่ล้งรับซื้อ ณ วันที่ 7 พ.ค.2569 อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-85 บาท สำหรับมันรวม กากลาย 60-70 บาท คละ 60-75 บาท และมังคุดตกไซส์ 20-30 บาท และการส่งออกช่วงวันที่ 1 ม.ค.-26 เม.ย.2569 มีจำนวน 590 ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 10,042 ตัน มูลค่า 616 ล้านบาท เฉพาะช่วงวันที่ 20-26 เม.ย.2569 มีการส่งออก 1,190 ตัน มูลค่า 86 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดรวม 226,442 ตัน มูลค่า 17,018 ล้านบาท
นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนทุเรียน ปีนี้มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า ปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศร้อนและแล้ง ทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา จึงได้ทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้
นอกจากนี้ ยังได้ทำการตลาดรูปแบบใหม่ ผ่าน Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มความต้องการบริโภคได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการ รักษาคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ โดยไทยต้องใช้จุดแข็งด้านคุณภาพในการแข่งขัน หลังเวียดนามเผชิญปัญหาการตรวจพบสารแคดเมียมในผลผลิตบางส่วน

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

