​“ศุภจี”ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคง-การค้าผนึกรวม ไทยต้องเน้นสร้างพันธมิตร

img

“ศุภจี”เผยโลกปัจจุบัน เผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน ความมั่นคงและการค้าผนึกรวมกันอย่างแยกไม่ออก แนะไทยต้องสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน และต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ เชื่อถือได้ สำหรับใช้ในการตัดสินใจ สนค.รับลูก นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยง สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ และประชาชนทุกกลุ่มได้ประโยชน์  
         
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย 2569 : ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง” (Thailand’s Economy 2026 : Restructuring for an Inclusive Future) ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยประเด็นด้านความมั่นคงและการค้าได้ผนวกรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้เป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นสถานะของประเทศ เข้าใจบริบทโลก และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม
         
โดยการค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ ไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องทำการบ้านเชิงลึก ทำความเข้าใจว่าคู่ค้านำสินค้าและบริการของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไร อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใด เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
         
“ข้อมูลที่ดี ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ขณะที่ข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น โดย Trust ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกการค้าในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินธุรกิจ”นางศุภจีกล่าว
         


นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ติดลบ 0.14% และการส่งออกปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 12.9% มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกถึงภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง
         
การเสวนาในครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ผ่านการเชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน
         
“สนค.เห็นว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ SME มีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ และมูลค่าการส่งออกยังกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SME และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน”
         
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในด้านฐานรากของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร ต้องยกระดับข้าวไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะผลผลิตล้นตลาด จากสินค้าเกษตรทั่วไปไปสู่ข้าวประณีต หรือข้าวมูลค่าสูงผ่านแนวคิด Demand Driven โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์และกำหนดตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ โดย สนค. ได้ใช้ PRISM Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุตลาดเป้าหมายของข้าวไทยในอนาคต เพื่อประเมินศักยภาพตลาดและกำหนดกลยุทธ์การค้าข้าวอย่างแม่นยำ ช่วยให้การผลิตและการส่งออกข้าวไทยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สร้างรายได้ที่มั่นคง ลดความผันผวน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว
         


ส่วนภาคบริการ ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักใหม่ของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ สนค. เสนอแนวทางการพัฒนาภาคบริการให้เติบโตอย่างทั่วถึง ผ่านการสร้างเครือข่าย SME Network ลดต้นทุนด้วย Service Commons ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการส่งเสริมแนวคิด Time-based Economy เศรษฐกิจฐานเวลา เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละภูมิภาค
         
“สนค. ได้นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง (Inclusive Policy) ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P 5 กลไก เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure Linkage) เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (High-Value & Sustain) เสริมพลัง SMEs (Align SMEs) ปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาค (Regional Unlock) และใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ (Precision with Brain & Technology) โดยมุ่งหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง”นายนันทพงษ์กล่าว
         
ในโอกาสนี้ สนค. ได้เปิดตัว Mascot สนค. “น้องดาวเหนือ” ที่ชอบกินข้อมูล ย่อยข้อมูลยากให้เป็นเรื่องง่าย พร้อมสำหรับการบริการประชาชน และให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม ขอเชิญติดตามพบกับน้องดาวเหนือ และ เศรษฐกิจเคี้ยวง่าย ได้ทางช่องทางต่าง ๆ ของ สนค. ต่อไป

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง