​“พาณิชย์”ดัน“ปลากุเลาเค็มตากใบ” เข้าร่วม GI SMARTTRACE สร้างความเชื่อมั่นคนซื้อ

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เดินหน้าผลักดัน “ปลากุเลาเค็มตากใบ” เข้าร่วมโครงการ GI SMARTTRACE ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิต แนะนำช่องทางการตลาด การพัฒนาสินค้าไปสู่เมนูใหม่ ๆ และเยี่ยมชมแหล่งผลิต “ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส” ดันเข้าร่วมโครงการด้วย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำทีมลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “GI SMARTTRACE นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI” ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็กข้อมูลการผลิตและแหล่งที่มาของสินค้าได้ทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อการันตีว่าสินค้า GI นั้น เป็นของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง โดยพบผู้ประกอบการ “ปลากุเลาเค็มตากใบ” เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตและผลักดันการใช้ระบบ GI SMARTTRACE เป็นสินค้าแรกของจังหวัด เนื่องจากเป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง โดยได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อปี 2558 ก่อนได้ขึ้นทะเบียน GI ราคา 1,200 บาทต่อกิโลกรัม และหลังเป็น GI ราคาประมาณ 1,800 บาทต่อกิโลกรัม
         
ทั้งนี้ กรมได้เปิดเวทีประชุมหารือสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีและประโยชน์ของระบบ GI SMARTTRACE พร้อมสนับสนุนให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำระบบไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องการันตีกรรมวิธีการผลิตและแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของสินค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการยังจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการบอกเล่าเรื่องราว (Story Telling) เพื่อต่อยอดสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้ายิ่งขึ้นด้วย
         
ปัจจุบันจังหวัดนราธิวาส มีสินค้า GI ทั้งสิ้น 4 รายการ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,630 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นสินค้า GI ที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ปลากุเลาเค็มตากใบ ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส และลองกองตันหยงมัส และสินค้าที่อยู่ระหว่างการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ 1 รายการ ได้แก่ ทุเรียนบางนรา
         


โดยภายหลังการประชุมหารือกับผู้ประกอบการแล้ว ได้ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบ ณ ร้านกุเลาทองแม่แป้นตากใบ ซึ่งเป็นแหล่งผลิต GI ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส โดยผู้ประกอบการจะใช้วัตถุดิบปลากุเลาสดในบริเวณปากแม่น้ำตากใบที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และใช้กรรมวิธีการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาเกือบ 100 ปี ส่งผลให้ปลากุเลาเค็มตากใบมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนกับปลากุเลาเค็มจากแหล่งอื่น ทั้งด้านรสชาติที่ไม่เค็มจัด เนื้อแน่นเนียนละเอียด เมื่อทอดสุกจะฟูและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกรมได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมด้านการตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การนำสินค้าปลากุเลาเค็มตากใบมาแปรรูปเป็นเมนูต่าง ๆ อาทิ น้ำพริกปลากุเลาเค็ม และหลนปลากุเลาเค็ม เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าให้กับสินค้า GI
         
นางอรมนกล่าวว่า ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตสินค้า GI “ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส” ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกมะม่วง ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวหอมกระดังงานราธิวาส สายพันธุ์หอมกระดังงา 59 โดยเป็นข้าวนาปีไวต่อช่วงแสง เปลือกมีสีฟาง ข้าวกล้องมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เมื่อหุงสุกข้าวจะมีลักษณะนุ่มร่วนแต่ไม่แข็ง และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์คล้ายดอกกระดังงา โดยข้าวหอมกระดังงานราธิวาสขึ้นทะเบียน GI เมื่อปี 2558 ก่อนได้ขึ้นทะเบียน GI ราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม และหลังเป็น GI ราคาประมาณ 120 บาทต่อกิโลกรัม

ในการหารือกับผู้ประกอบการ กรมได้วางแนวทางต่อยอดการใช้ประโยชน์ GI ในมิติต่าง ๆ พร้อมแนะนำระบบตรวจสอบย้อนกลับตามโครงการ GI SMARTTRACE โดยเน้นย้ำว่าโครงการนี้ จะเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการสินค้า GI ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างความโปร่งใสในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นใจในการตรวจสอบข้อมูลผ่านปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและได้รับการยอมรับในฐานะสินค้าพรีเมียมบนเวทีการค้าโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
         
ก่อนหน้านี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมได้ริเริ่มโครงการ GI SMARTTRACE โดยนำร่องใช้กับสินค้า “ทุเรียนนนท์” เป็นรายการแรก เนื่องจากทุเรียนนนท์เป็นสินค้า GI ระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง การนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้ จะช่วยการันตีว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดีมีคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ตรงตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยขั้นตอนการตรวจสอบ ไม่ยุ่งยาก เพียงสแกน QR Code บนตัวสินค้า ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น พันธุ์ทุเรียน ผู้ประกอบการ สวนที่ปลูก วันที่เก็บเกี่ยว และมาตรฐานรับรองผลผลิต เป็นต้น รวมทั้งสามารถรับชมภาพบรรยากาศของสวนที่เป็นแหล่งผลิตได้แบบ 360 องศาอีกด้วย โดยระบบดังกล่าว ได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค กรมจึงมีแผนนำระบบ GI SMARTTRACE มาใช้กับสินค้า GI ไทยรายการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในประเทศทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 114,000 ล้านบาท โดยมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าแล้ว 211 รายการ หรือคิดเป็น 84% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง