​“พาณิชย์”โชว์ยอดขายกาแฟ GI ปี 68 สุดปัง 1,497 ล้าน กาแฟดอยสวนยาหลวงน่านแชมป์

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดสถิติยอดขายกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 68 จำนวน 11 รายการ จาก 8 จังหวัด มีมูลค่าถึง 1,497 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐาน และการยอมรับของกาแฟไทยทั้งในและต่างประเทศ เผยกาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน คว้าแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่ง ตามด้วยกาแฟระนอง กาแฟเขาทะลุ กาแฟดอยช้าง กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร เตรียมลุยส่งเสริมต่อ ทั้งคุมเข้มมาตรฐาน และสร้างโอกาสทางการตลาด
         
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้ากาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 11 รายการ จาก 8 จังหวัด ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน กาแฟดอยมูเซอตาก กาแฟวังน้ำเขียว (นครราชสีมา) กาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา) กาแฟระนอง กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และกาแฟเมืองกระบี่ พบว่า สามารถทำยอดขายในปี 2568 ได้รวมกว่า 1,497 ล้านบาท ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงมูลค่าและเอกลักษณ์ของกาแฟไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมาตรฐาน คุณภาพ ความเชื่อมั่น และการยอมรับของตลาดต่อกาแฟ GI ไทย ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ 
         
ทั้งนี้ กาแฟ GI ไทยที่ทำมูลค่าตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก มียอดขายรวม 1,318 ล้านบาท ประกอบด้วยกาแฟ GI จาก 4 จังหวัด ได้แก่ อันดับที่ 1 กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน ครองตำแหน่งกาแฟ GI ไทยที่สร้างมูลค่าสูงสุดด้วยยอดขายกว่า 526 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 2,257 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.78 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 280 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกาจากแหล่งปลูกบนพื้นที่ดอยสวนยาหลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่ต้นน้ำซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,500 เมตร มีอากาศเย็นตลอดปี ดินอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุ ส่งผลให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับมีกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ ให้รสชาติเข้ม กลมกล่อม และมีความเป็นสมุนไพรรสเผ็ดซ่า เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นที่จดจำและชื่นชอบของผู้บริโภค
         
อันดับที่ 2 กาแฟระนอง สร้างยอดขายกว่า 262 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 947 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟระนองเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตาที่มีประวัติการนำเข้าพันธุ์จากปีนังเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และได้รับการพัฒนาและจัดระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ส่งผลให้จังหวัดระนอง เป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสตาที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วยจุดเด่นของลักษณะดินที่อุดมสมบูรณ์และสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกและความชื้นสูง จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น นุ่มลึก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยกาแฟระนองได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย สามารถยกระดับมูลค่าสินค้า สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
         


อันดับที่ 3 กาแฟเขาทะลุ จากจังหวัดชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 390 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 450 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 230 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟเขาทะลุเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสตา ปลูกในพื้นที่ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ระดับความสูงประมาณ 200-300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุริมเชิงเขาและอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ โดยเฉพาะมูลค้างคาวซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติสำคัญ ประกอบกับการคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน รวมถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กาแฟเขาทะลุมีรสชาติเข้ม หนักแน่น และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบกาแฟคั่ว กาแฟบด และกาแฟสำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม
         
อันดับที่ 4 กาแฟดอยช้าง จากจังหวัดเชียงราย สร้างยอดขายกว่า 160 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 75 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 1,600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.43 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,120 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟดอยช้างเป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกา สายพันธุ์หลักคาทูรา คาติมอร์ และคาทุย ปลูกในพื้นที่หุบเขาดอยช้างที่ระดับความสูง 1,000-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบควบคุมคุณภาพรอบด้าน จึงได้กาแฟสารและกาแฟคั่วบดที่มีคุณภาพสูง รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น ได้รับการยอมรับในมาตรฐานและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และกาแฟดอยช้าง ยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอีกด้วย
         
อันดับที่ 5 กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 120 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 850 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม โดยกาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรเป็นกาแฟโรบัสตาปลูกบนที่ราบเชิงเขาหินปูนในจังหวัดชุมพรที่ระดับความสูง 85-120 เมตรจากระดับน้ำทะเล เกษตรกรจะนำผลกาแฟสดมาผ่านกระบวนการบ่มและคัดเมล็ดด้วยกรรมวิธีเฉพาะตามมาตรฐานจนได้กาแฟสาร ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟคั่วและกาแฟคั่วบดมีรสชาติเข้ม กลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด และมีกลิ่นหอมของผลไม้คล้ายเชอรี่
         
“จุดเด่นของกาแฟ GI ไทย อยู่ที่กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีการปลูก ตลอดจนภูมิปัญญาในการผลิตของเกษตรกรที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เมื่อผสานกับกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยคงคุณภาพและเอกลักษณ์ของกาแฟ GI ไทยจากแหล่งผลิตต่าง ๆ และส่งต่อถึงผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงยกระดับกาแฟไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในหลายภูมิภาค นำไปสู่รายได้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน โดยกรมจะเดินหน้ายกระดับกาแฟ GI ไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมคุณภาพสินค้า และการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ”นางอรมนกล่าว

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง