​“พาณิชย์”เผยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิพุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี คาดดีต่อเนื่อง หลังม.ค.ส่งออก 1.2 ล้านตัน แถมออเดอร์ยังมาเพียบ

img

“พาณิชย์”ปลื้มราคาข้าวหอมมะลิไทยทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี ล่าสุดตันละ 1.7-1.8 หมื่นบาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าเพิ่มเป็นตันละ 8 พัน ข้าวเปลือกเหนียวตันละ 1-1.1 หมื่นบาท คาดราคาดีขึ้นต่อเนื่อง หลังความต้องการซื้อข้าวไทยทะลัก แค่ม.ค.เดือนแรกส่งออกทะลุ 1.2 ล้านตัน เผยล่าสุดขายข้าวให้อินโดนีเซีย มาเลเซียได้ ส่วนจีนกำลังเจรจาให้นำเข้าเพิ่ม และฟิลิปปินส์ก็มีลุ้น หากเปิดประมูล ส่วนผลการดึงข้าวเปลือกออกจากตลาด ทำได้แล้ว 5.43 ล้านตัน จากเป้า 12.5 ล้านตัน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการซื้อข้าว เพื่อไปส่งออกตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากยอดการส่งออกข้าวไทยในเดือนม.ค.2561 (1-31 ม.ค.) ที่มีปริมาณสูงถึง 1.2 ล้านตัน มูลค่า 578 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราคาเฉลี่ยตันละ 474.91 ล้านเหรียญสหรัฐ และคิดเป็นเงินบาทประมาณ 18,762 ล้านบาท ถือเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า จากความต้องการซื้อข้าวไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผลจากการความต้องการซื้อข้าวไทยที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกภายในประเทศ โดยข้าวเปลือกหอมมะลิได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 1.7-1.8 หมื่นบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับเดือนก.พ.2560 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 9.5 พันบาทถึง 1.16 หมื่นบาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8 พันบาท เพิ่มขึ้นจาก 7.3-8 พันบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4% และข้าวเปลือกเหนียวตันละ 1-1.1 หมื่นบาท ราคาใกล้เคียงกับปีก่อน

“กระทรวงฯ มั่นใจว่า ราคาข้าวเปลือกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขณะนี้ผู้ส่งออกต้องเข้าไปแย่งกันซื้อ เพราะปริมาณผลผลิตข้าวมีจำกัด ส่วนข้าวเปลือกเหนียวที่ก่อนหน้านี้เคยมีปัญหา ราคาก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2560 เป็นต้นมา จากการที่มีความต้องการซื้อเข้ามา และยังได้รับผลดีจากมาตรการเชื่อมโยงตลาดของกระทรวงฯ ที่ได้ดำเนินการก่อนหน้านี้ ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาก็ปรับตัวดีขึ้น เพราะตลาดต่างประเทศมีความต้องการเข้ามาเพิ่มขึ้น และไทยไม่มีสต๊อกข้าวรัฐ ที่เป็นแรงกดดัน”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มตลาดส่งออกข้าวไทย คาดว่าจะยังดีต่อเนื่อง โดยล่าสุดอินโดนีเซีย ได้ประกาศผลการประมูลนำเข้าข้าวจากเอกชนจำนวน 5 แสนตัน โดยมีผู้ชนะจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม 1.41 แสนตัน ไทย 1.2 แสนตัน ปากีสถาน 6.5 หมื่นตัน และอินเดีย 2 หมื่นตัน รวม 3.46 แสนตัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องส่งมอบข้าวภายในวันที่ 28 ก.พ.2561 ซึ่งจะทำให้มีการเร่งซื้อข้าวเพื่อส่งมอบ และผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ เอกชนไทยยังสามารถชนะการประมูลขายข้าวให้กับมาเลเซียเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 4 หมื่นตัน และขณะนี้กำลังเร่งซื้อข้าวเพื่อส่งมอบเช่นเดียวกัน รวมถึงกำลังอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีนในส่วนของสัญญาแสนตันที่ 5 ภายใต้สัญญา 1 ล้านตัน ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะส่งผลให้มีการเร่งซื้อข้าวเพื่อส่งมอบเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ฟิลิปปินส์ คาดว่า จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวจีทูจี ซึ่งต้องติดตามว่าจะเปิดเมื่อไร แต่เชื่อว่า ไทยจะชนะประมูลขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ได้แน่ แต่ในระหว่างนี้ เอกชนไทยสามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ หลังจากที่ฟิลิปปินส์เปิดให้นำเข้าได้ 2 ช่วง คือ 20 ธ.ค.2560-28 ก.พ.2561 และ 1 มิ.ย.-31 ส.ค.2561

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ทางด้านผลการดำเนินมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือก เพื่อดึงปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเป้าหมายรวม 12.50 ล้านตันข้าวเปลือก สิ้นสุดเดือนม.ค.261 สามารถดึงข้าวเปลือกออกจากตลาดได้แล้ว 5.43 ล้านตัน แยกเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (จำนำยุ้งฉาง) ปริมาณ 2 ล้านตัน ให้สินเชื่อ 90% ของราคาตลาด โดยข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียวตันละ 10,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7.2 พันบาท และข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 8.5 พันบาท มีเกษตรเข้าร่วม 7.1 หมื่นราย จำนวนเงิน 4.8 ล้านบาท มีข้าวเข้าโครงการ 4.7 แสนตัน

ส่วนโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 2.5 ล้านตัน จ่ายเงินกู้ให้สถาบันเกษตรกรแล้ว 284 ราย จำนวนเงิน 1.13 หมื่นล้านบาท รับซื้อข้าวเปลือกแล้ว 1.62 ล้านตัน และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เป้าหมาย 8 ล้านตัน มีข้าวเข้าเก็บสต๊อกแล้ว 3.32 ล้านตัน ขณะที่การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จ่ายเงินให้กับเกษตรกรแล้ว 3.59 ล้านราย จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท  
 

ติดตามข่าวสารผ่าน LINE
Add friend ที่ @cnaonline
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter